สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)

Thai infrastructure Fund



Thai Infrastructure Fund ก้าวใหม่ของการระดมทุน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไทย

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ มีมติเห็นชอบในหลักการแนวทางการจัดตั้งกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไทย (Thai Infrastructure Fund) ตามที่กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) นำเสนอ

โดยที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลส่วนใหญ่ อยู่ในภาครัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของและเป็นผู้บริหารโครงการ ดังนั้น เพื่อให้รัฐบาลสามารถลงทุนในโครงการต่างๆ เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันท่วงที ตลอดจนเป็นการแบ่งเบาภาระการคลังของประเทศไทยในระยะยาวกระทรวงการคลังจึงได้ พิจารณาหาแนวทางการลงทุนที่เป็นการระดมทุนในรูปแบบใหม่ นอกเหนือจากการกู้เงิน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของประเทศ หรือการนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ในอนาคตอันใกล้

กองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไทย (Thai Infrastructure Fund) มีลักษณะเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่นำโครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานประเภทต่างๆ ได้แก่ ทางด่วน ท่าอากาศยาน โรงไฟฟ้า โรงผลิตน้ำและระบบโทรคมนาคม มาระดมทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชนทั่วไป โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากกระแสรายรับของโครงการที่นำมาระดมทุน ในขณะที่รัฐวิสาหกิจยังคงความเป็นเจ้าของและเป็นผู้บริหารจัดการโครงสร้าง พื้นฐานนั้น นอกจากนี้ กองทุนฯ ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งเป็นการช่วยพัฒนาตลาดทุน โดยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ ตามแผนพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการลงทุนให้กับผู้ฝาก เงินและนักลงทุนที่ลงทุนในระยะยาวด้วย

สำหรับการจัดตั้งกองทุนฯ นั้น คณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติโครงการที่จะนำมาระดมทุน หลังจากนั้นกระทรวงการคลังจะเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการจัดตั้ง การบริหารแผนการจัดตั้ง รวมทั้งการดำเนินงานของกองทุนฯ ภายหลังการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ลักษณะของโครงสร้างผลตอบแทนของกองทุนฯ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. กองทุนฯ โครงการที่มีผลตอบแทนตามความพร้อมในการให้บริการ โดยไม่ขึ้นกับปริมาณการใช้บริการจริง (Availability Payment) ได้แก่ โรงไฟฟ้า โรงผลิตน้ำ และท่าเรือ ซึ่งกองทุนในลักษณะนี้จะมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากมีผลตอบแทนที่แน่นอน

2. กองทุนฯ โครงการที่ได้รับผลตอบแทนตามปริมาณการใช้งานจริง (Demand Payment) เช่น โครงการทางพิเศษที่เงินรายได้แปรผันตามจำนวนผู้ใช้บริการ รวมทั้งโครงการใหม่ๆ ที่มีการคาดการณ์ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงได้ยาก ส่งผลให้กองทุนฯ มีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง ดังนั้นภาครัฐจึงต้องเข้ามาสนับสนุนในเรื่องนี้ โดยเฉพาะการรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ เพื่อจะเพิ่มความสนใจของนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน และลดต้นทุนในการระดมทุนในโครงการนั้นๆ ของภาครัฐลงได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า มีรัฐวิสาหกิจที่มีโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมในการระดมทุนผ่าน กองทุนฯ จำนวน 5 แห่ง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มรัฐวิสาหกิจที่มีกระแสเงินเพียงพอสามารถจัดตั้งกองทุนฯ ได้เอง จำนวน 3 หน่วยงาน ซึ่งคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ถึง 270,000-340,000 ล้านบาท ได้แก่
1.1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีโครงการที่มีความพร้อมในการระดมทุนได้ประมาณ 180,000-220,000 ล้านบาท
1.2 การไฟฟ้านครหลวง มีโครงการที่มีความพร้อมในการระดมทุนได้ประมาณ 90,000-110,000 ล้านบาท
1.3 การท่าเรือแห่งประเทศไทย มีโครงการที่มีความพร้อมในการระดมทุนได้ประมาณ 15,000-19,000 ล้านบาท
2. กลุ่มรัฐวิสาหกิจที่ไม่สามารถจัดตั้งกองทุนฯได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ จำนวน 2 หน่วยงาน ได้แก่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และการประปาส่วนภูมิภาค ทั้งนี้ขนาดของกองทุนฯ ที่จะจัดตั้งขึ้นอยู่กับระดับการสนับสนุนของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ในระยะแรก มีรัฐวิสาหกิจที่สนใจและพร้อมจัดตั้งกองทุนฯ ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้รวมประมาณ 27,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถจัดตั้งกองทุนฯ ได้ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2553

chevron up